แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

What is Mouse

เมาส์ (Mouse) คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมตัวชี้บนจอคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการใช้งานคอมพิวเตอร์ชิ้นหนึ่ง ซึ่ง ภายในตัวเมาส์จะมีอุปกรณ์สำหรับตรวจจับตำแหน่งการเคลื่อนไหวของลูกกลิ้งยาง(สำหรับรุ่นเก่า) หรืออุปกรณ์ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของแสง (ในเมาส์ที่ใช้แอลอีดีหรือเลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสง) โดยตัวตรวจจับจะส่งสัญญาณไปที่คอมพิวเตอร์เพื่อแสดงผลของตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยการเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์นั้น การใช้งานเมาส์ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีการต่อมันเข้ากับช่องต่อของคอมพิวเตอร์ ซึ่งในยุคแรกๆนั้นช่องสำหรับต่อเมาส์จะมีลักษณะเป็นหัวกลมใหญ่ภายในมีขาเป็นเข็มเรียกว่าแบบ DIN ต่อมามีการพัฒนาช่องต่อเป็นแบบหัวเข็มที่เล็กลงเรียกว่า PS/2 แต่การเชื่อมต่อทั้งสองแบบนั้นไม่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้หลากหลาย จึงมีการพัฒนาช่องต่อแบบ USB ขึ้นมา และในเวลาใกล้ๆกันก็ได้มีการพัฒนาการเชื่อมต่อเมาส์แบบไร้สายขึ้นมาโดยใช้สัญญาณวิทยุเป็นตัวเชื่อมต่อแทนสายเรียกว่า เมาส์ไร้สาย (Wireless mouse)
เมาส์ได้ชื่อมาจากรูปร่างของตัวมันเอง และสายไฟ ซึ่งมีลักษณะคล้ายหนู (Mouse) และหางหนู และขณะเดียวการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอมีลักษณะการเคลื่อนที่ไม่มีทิศทางเหมือนการเคลื่อนที่ของหนู
ประเภทของ เมาส์


  • เมาส์ลูกกลิ้ง (เป็นเมาส์ที่ใช้ลูกกลิ้งด้านล่างในการเคลื่อนตัวชี้)
  • เมาส์ออฟติคอล และ เมาส์เลเซอร์ (เป็นเมาส์ที่ใช้แสงในการตัวชี้)
  • Air Mouse (เป็นเมาส์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นในการเคลื่อนตัวชี้)
  • 3D Mouse (เป็นเมาส์ที่ใช้มือในการเคลื่อนตัวชี้)
  • Tactile Mouse (เป็นเมาส์ที่ใช้นิ้วสัมผัสในการเคลื่อนตัวชี้)
  • เมาส์ปากกา หรือ Digitizer (เป็นเมาส์ที่ใช้ปากกาในการเคลื่อนตัวชี้)
เมาส์ลูกกลิ้ง

Logitech M100r (ตัวอย่างเมาส์ออฟติคอล)


Targus Laptop Wireless Presenter (ตัวอย่าง Air Mouse)


3Dconnexion SpaceNavigator (ตัวอย่าง เมาส์ปากกา)

Wacom Intuos Draw (ตัวอย่าง 3D Mouse)




ค่าต่างๆของเมาส์ 

ค่า DPI (ย่อมาจาก Dot Per Inch) คือ จำนวนจุด pixel (หรือจุดสีบนหน้าจอ) นับจากการเลื่อนเมาส์เป็นระยะ 1 นิ้ว

ค่า CPI (ย่อมาจาก Count Per Inch) คือ จำนวนครั้งที่เซนเซอร์ของเมาส์ นับจากการเลื่อนเมาส์เป็นระยะ 1 นิ้ว โดยนับจากจุด pixel ต่อ 1 ครั้ง (มีความหมายเดียวกันกับ DPI)

ค่า FPS (ย่อมาจาก Frame Per Second) คือ จำนวนภาพที่เซนเซอร์ของเมาส์ สามารถรับได้ภายใน 1 วินาที (ซึ่ง ในการจับการเคลื่อนไหวของเมาส์ เพื่อแปลงเป็นข้อมูลส่งให้แก่คอมพิวเตอร์นั้น โดยทั่วไปออฟติคเมาส์ และเลเซอร์เมาส์จะยิงแสงไปยังพื้นผิวที่เมาส์สัมผัส แล้วสะท้อนกลับมายังเซนเซอร์ของเมาส์ กระบวนการนี้จะสร้างภาพเก็บไว้ในตัวเซนเซอร์)


cr.
https://th.wikipedia.org/wiki/เมาส์
https://en.wikipedia.org/wiki/Mouse_(computing)
http://www.siamget.com/buyerguide/105

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

What is Keyboard

 คีย์บอร์ด (Computer Keyboard) หรือ แป้นพิมพ์ หรือ แผงแป้นอักขระ เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทุกเครื่องจำเป็นต้องมี เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติมักจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือใกล้เคียง มีแป้นต่างๆ ประมาณร้อยแป้นอยู่บนคีย์บอร์ด (ขึ้นอยู่กับผังแป้นพิมพ์) ซึ่งถอดแบบมาจากเครื่องพิมพ์ดีด ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับรับข้อมูลที่เป็นตัวอักขระ แล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต จากนั้นจึงส่งให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล หรือใช้ควบคุมฟังก์ชันการทำงานบางอย่างของคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้การป้อนข้อมูลที่เป็นอักขระและตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น คีย์บอร์ดจึงแยกแผงที่เป็นแป้นอักขระกับแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก

ประเภทของคีย์บอร์ด

ประเภทของคีย์บอร์ด มี 9 แบบ(ตามลักษณะ) คือ
  • แบบ มาตรฐาน (มี 104 Key มาตรฐาน และ มี Numpad)
  • แบบ โน้ตบุ๊ค หรือ Tenkeyless  (ไม่มี Numpad)
  • แบบ ม้วนได้ (สามารถพกพาได้สะดวก และ ม้วนได้)
  • แบบ Handheld (มีขนาดรูปร่างเหมือน Controller)
  • แบบ Thumb-sized (มีขนาดเล็กกว่าปกติ และ พกพาได้)
  • แบบ Keyset หรือ แบบ ปุ่มคอร์ด (มีลักษณะคล้ายปุ่มคอร์ดบนเปียโน และเป็นคีย์บอร์ดที่มีลักษณะการพิมพ์ที่แตกต่างกว่าปกติ)
  • แบบ เสมือนจริง (เป็นโปรแกรม ที่มีลักษณะเป็นคีย์บอร์ด ในอุปกรณ์)
  • แบบ ภาพฉาย (เป็นคีย์บอร์ดที่ใช้ laser ฉาย)
  • แบบ ตอบสนองด้วยแสง  (เป็นคีย์บอร์ดที่ใช้แสงในการกดปุ่ม)
Logitech K120 (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบมาตรฐาน)

Microsoft All-in-One Media Keyboard (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบโน้ตบุ๊ค)


LG Rolly (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบม้วนได้)

 AlphaGrip handheld keyboard  (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบ Handheld)



Lenovo Multimedia Remote w/Keyboard (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบ Thumb-sized)

PARC 5-key Chord Keyboard (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบ ปุ่มคอร์ด)

On-screen Keyboard (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบ เสมือนจริง)


Celluon Magic Cube (ตัวอย่าง คีย์บอร์ดแบบ ภาพฉาย)


cr.
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%94_(%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C)
https://en.wikipedia.org/wiki/Computer_keyboard
http://www.pcworld.com/article/240939/mechanical_keyboards_should_you_switch_.html

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

3 ทฤษฏี ที่เกี่ยวกับ พหุภพ



พหุภพ (Multiverse) หรือ เอกภพคู่ขนาน (Parallel Universes) คือแนวคิดตามสมมุติฐานว่ามีเอกภพ จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน เกิดขึ้นและสลายไปอยู่ ตลอดเวลา (รวมถึงเอกภพของเราเป็นหนึ่งในนั้น) ซึ่งประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงทางกายภาพ เช่น กาล อวกาศ รูปแบบทุกชนิดของสสาร พลังงาน โมเมนตัม และกฎทางฟิสิกส์รวมถึงค่าคงที่ต่างๆ ที่ครอบคลุมอยู่ 
3 ทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับ พหุภพ

1. 
Bubble Universes หรือ เอกภพแบบฟองสบู่



    ซึ่ง ใน
ทฤษฏีนี้ ได้เปรียบเทียบ เอกภพ ไว้เหมือนกับ ฟองสบู่ โดย ในแต่ละเอกภพจะไม่เกี่ยวข้องกัน
และอาจมีค่าคงที่ของกฎต่างๆ แตกต่างกัน (เช่น π = 4 ในอีกเอกภพหนึ่ง

    

2. Membranes  


cr.http://creationwiki.org/M-theory


    ซึ่ง ในทฤษฏีนี้ ได้เปรียบเทียบ เอกภพ ไว้เหมือนกับ หนังสือ กล่าวคือ ใน โลก 3 มิติ ในแต่ละหน้าของหนังสือ (2 มิติ) มีพื้นผิวเป็น 3 มิติ เปรียบเสมือนกับ เอกภพ 3 มิติที่มีพื้นผิวเป็น 9 มิติ


3. Many-Worlds Hypothesis 

    ซึ่ง ในทฤษฏีนี้ ได้บอกว่า เอกภพ มี 4 มิติ และ มี หลายเส้นทางในมิติเวลา กล่าวคือ สมมุติเกิดเหตุการณ์ โยนเหรียญ ไม่จำกัด ครั้ง ซุึ่งจะออกหัวหรือก้อย อย่างใดอย่างหนึ่ง(สมมุติว่า ถ้าได้หัว คือ ได้เงิน แต่ถ้าได้ก้อยคือ เสียเงิน) โดยความน่าจะเป็นไม่เหมือนกันในแต่ละเอกภพ แต่เมื่อใดที่โยนเหรียญแล้ว การโยนเหรียญครั้งนั้น (สมมุติ ได้เป็นหัว) เราจะอยู่ในเอกภพที่เราได้เงินเพิ่ม ซึ่งจะไม่สามารถรับรู้ถึงเอกภพที่เราเสียเงิน


ซึ่งทั้ง 3 ทฤษฏีนี้ยังไม่มีการทดลองมารองรับ

cr.
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%9E
https://en.wikipedia.org/wiki/Multiverse
http://thespiritscience.net/2014/06/06/3-scientific-theories-about-the-multiverse-and-how-it-works/
http://www.vcharkarn.com/varticle/313
https://www.youtube.com/watch?t=41&v=Ywn2Lz5zmYg

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 
เป็น
วันสำคัญของไทยและมีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทย กำหนดให้ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อ พ.ศ. 2411 ปัจจุบันมีการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ขึ้นเป็นประจำทุกปี


 ซึ่งเมื่อ ปี พ.ศ.2411 ได้มีเหตุการณ์สำคัญ คือ สุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณพยากรณ์เมื่อ พ.ศ.2409 ไว้ว่า  
สุริยุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นอีก 2 ปีข้างหน้านั้น จะเกิดขึ้นเมื่อ วันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 (หรือตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411)  และ จะเห็นเหตุการณ์สุริยคราสแบบเต็มดวงชัดเจนที่สุด คือ ที่ หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (และ ท่านได้ทำนายได้อย่างแม่นยำ)



วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา
ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง เรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกันกับวิทยาศาสตร์ เช่น เจตคติต่อความรู้
(อย่าเชื่ออะไรง่ายๆโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง) , ลักษณะของความรู้ (เป็นความรู้ที่เป็นเหตุและผล) , วิธีการแสวงหาความรู้ (การฟัง การคิด และ การปฏิบัติ) , การใช้สมาธิในการหาสิ่งใหม่ๆ ,
นิยาม 5 (พีชนิยาม (เปรียบกับ ชีววิทยา) , อุตุ
นิยาม (เปรียบกับ ฟิสิกส์ กับ เคมี) , จิตตนิยาม , กรรมนิยาม และ ธรรมนิยาม (เป็นกฎที่เกี่ยวกับ เหตุ และ ผล)) และ การพิสูจน์สิ่งที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฏก เป็นต้น

เจตคติต่อความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ 





Bronoski , Diederich และ Whaley & Surratt ได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดในการสอนวิทยาศาสตร์ไว้ในวารสาร The Kansas School Naturalist, Vol.35,No.4,  April 1989 [1] โดยสรุปได้ดังนี้
  • ชอบทำการทดลองหรือสำรวจตรวจสอบ
  • ตกลงใจอย่างมีเหตุผล
  • เชื่อว่าทุกปัญหามีคำตอบ 
  • แสวงหาสิ่งที่ง่าย
  • การปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์
  • ช่างสงสัย
  • ความแม่นยำ
  • ยอมรับกระบวนทัศน์
  • ยอมรับพลังของโครงสร้างเชิงทฤษฎี
  • เต็มใจที่จะเปลี่ยนความคิดเห็น
  • เคารพต่อความจริง
  • ไม่เชื่อในไสยศาสตร์หรืออำนาจลึกลับ และเห็นชอบคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อย่างอัตโมมัติ
  • กระหายความรู้ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางปัญญา
  • ชะลอการตัดสินใจ
  • ความตระหนักในเงื่อนไข
  • ความสามารถในการแยกมโนทัศน์พื้นฐานออกจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่สำคัญ 
  • ยอมรับข้อมูลเชิงปริมาณ และซาบซึ้งในคณิตศาสตร์ในฐานะที่เป็นภาษาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ 
  • ความซาบซึ้งในความน่าจะเป็น และสถิติ
  • เข้าใจว่าความรู้ทั้งหมดมีข้อจำกัดในด้านความคงทน
  • การยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์
ซึ่งจะตรงกับ กาลามสูตร ซึ่งสรุปได้ว่า อย่าปลงใจเชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะรู้ด้วยตนเอง หรือ พิสูจน์ด้วยตัวเอง ว่า ความรู้นี้ มีโทษหรือไม่มีโทษ เมื่อรู้ด้วยตนแล้วให้ละความรู้ที่มีโทษ และ ปฎิบัติเฉพาะความรู้ที่ไม่มีโทษเพียงอย่างเดียว

วิธีการแสวงหาความรู้



จากบทความเรื่อง วิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ โดย น.ส.ธรรมนัด โถบำรุง [2] ได้กล่าวถึงวิธีการแสวงหาความรู้ว่า มี 6 วิธี คือ
  • การสอบถามจากผู้รู้
  • การศึกษาจากขนบธรรมเนียม
  • การใช้ประสบการณ์ 
  • การอนุมาน (เป็นกระบวนการคิดจากเรื่องทั่วไป ไปสู่เรื่องที่เจาะจง)
  • การอุปมาน (เป็นการหาข้อมูลจากส่วนย่อย ไปยัง ส่วนรวม)
  • วิธีการทางวิทยาศาสคร์ 
ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงวิธีการแสวงหาความรู้ ไว้ 3 วิธี คือ

  • ความรู้ที่ได้จากการฟัง
  • ความรู้ที่ได้จากการนึกคิด
  • ความรู้ที่ได้จากการหยุดคิด (หรือ สมาธิ)


ซึ่ง ความรู้ที่ได้จากการฟัง และ ความรู้ที่ได้จากการนึกคิด มักจะมีโดยทั่วไป แต่
ความรู้ที่ได้จากการหยุดคิด นั้นเป็นปัญญาที่ทำให้ได้ ทฤษฎี หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น August Kekulé ได้ค้นพบโครงสร้างโมเลกุลของเบนซินจากความฝัน [3] เป็นต้น

นิยาม 5

นักวิทยาศาสตร์มีความคาดหวังที่จะมีทฤษฎีสรรพสิ่งซึ่งสามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ คือ ทฤษฎีสตริง และ ซุปเปอร์สตริง ในการหาคำตอบของการสั่นของอนุภาค [4]
แต่เมื่อ 2,600 ปีก่อน ได้ค้นพบมีการค้นพบทฤษฎีนี้ (หรือ นิยาม 5) ซึ่งมี

1. พีชนิยาม (กฎของสิ่งมีชีวิต)
2.อุตุนิยาม (กฎที่ใช้อธิบายตั้งแต่ อะตอม จนถึง จักรวาล ได้)
3.จิตตนิยาม (กฎที่ใช้อธิบายการทำงานของใจ (เห็น จำ คิด รู้))
4.กรรมนิยาม (กฎที่ใช้อธิบายเรื่องของเหตุ และ ผล)
5.ธรรมนิยาม (กฎที่ใช้อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของ 4 กฎที่เหลือ)

เนื่องจากปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ เน้นศึกษาเรื่องของวัตถุ แต่ไม่ได้ศึกษาเรื่องของจิตใจ  อันเป็นกุณแจสำคัญที่จะไขสู่ประตูแห่งการรู้แจ้ง


(ภาพจาก http://zasei.me/index.php?action=media;sa=media;in=432;preview)

cr.
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87_18_%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2411
http://book.dou.us/gb406.html

[1]-http://smtat.ipst.ac.th/index.php/2012-05-01-10-41-00/24-2
[2]-http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/methods_of_acquiring_knowledge/index.html
[3]-http://web.chemdoodle.com/kekules-dream
[4]-https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87